ads by google

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารสนเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารสนเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

อะไรคือความหมายของ "HTML5"


   HTML5 คือ ภาษามาร์กอัป ที่ใช้สำหรับเขียน website  ซึ่ง HTML5 นี้เป็นภาษาที่ถูกขยายต่อมาจากภาษา HTML และปรับปรุงขึ้นมาโดย WHATWG (The Web Hypertext Application Technology Working Group) โดยได้มีการปรับเพิ่ม Feature หลายๆอย่างเข้ามาเพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของ HTML5

1.เว็บไซต์ที่สร้างจากภาษา HTML5 สามารถแสดงผลได้กับทุก web browser
2.HTML5 จะช่วยลดการใช้พวกปลั๊กอินพิเศษอย่างพวก Adobe Flash, Microsoft Silverlight, Apache Pivot ช่วยเหลือ วิดีโอ และ องค์ประกอบเสียง รวมทั้ง สื่อมัลติมีเดียต่างๆมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้ Flash
3.มีการจัดการข้อเสียหายที่ดีขึ้น
4.สคริปต์ใหม่ ที่จะมาแทนที่สคริปต์เดิม (เขียนโค้ดสั้นลง)
5.HTML5 มีความเป็นเสรีภาพสูง (คล้ายๆ XML )
6.HTML5 ทำงานควบคู่กับ CSS3 ได้ดี ช่วยให้สามารถต่อเติมลูกเล่นต่างๆบนเว็บไซต์ได้สวยงามมากยิ่งขึ้น (CSS คือส่วนแสดงผล ที่คนเขียนแบบสามารถกำหนดสีสัน ตำแหน่ง ลักษณะเวลานำเมาส์ไปแหย่แล้วมีกระต่ายโผล่ออกมาจากโพรง หรือจับก้อนวัตถุในหน้าเว็บฯ ให้ชิดซ้ายชิดขวา ส่วน CSS3 คือเวอร์ชั่นที่ 3 ของ CSS )


features ใหม่ๆ ของ HTML5

1.Semantic Markup : การเพิ่ม Element ที่ อ่านง่ายมากขึ้น และช่วยให้ เราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2.Form Enhancements : เพิ่มความถนัดของ Form ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Input type, Attribute หรือ แม้แต่ Element
3. Audio / Video: รองรับการอ่านไฟล์เสียง และ วีดีโอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Embed Code ของ Third Party
4.Canvas : ใช้ในการวาดรูป โดยจำเป็นต้องใช้ Javascript ช่วย
5.ContentEditable : สามารถซ่อมแซม Content ได้โดยตรงผ่านทางหน้าเว็บ
6.Drag and Drop : ลากวาง Object ได้ เพื่อเพิ่มผลสะท้อนระหว่างระบบกับผู้ใช้
7.Persistent Data Storage : มีการบริหารที่ดีขึ้น โดยเก็บข้อมูลลงบนเครื่องของผู้ใช้


-->

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Proxy คืออะไร

Proxy คืออะไร

                 Proxy คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการต่างๆ แทนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆที่ตั้งอยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรืออาจเรียกง่ายว่า proxy คือตัวกลาง ซึ่งเป็นตัวกลางคั่นเรากับอินเตอร์เน็ต นั้นคือเมื่อคุณกำลังจะเปิด website ผ่าน proxy คุณก็จะส่งข้อมูลไปยัง proxy ก่อน และ proxy ก็จะส่งต่อไปยัง website ที่คุณต้องการจะเปิด แทนที่คุณจะติดต่อกับ website นั้นโดยตรง การใช้งาน Proxy สามารถทำได้ดังนี้ เช่น ใช้โปรแกรม proxy อย่างโปรแกรม Proxy Vampire, WinProxy เป็นต้น และนอกจากนี้ เรายังสามารถตั้งค่าเว็บบราวเซอร์ โดยทำการ set proxy เพื่อให้เราสามารถเข้าเว็บไซต์ต่างๆได้สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเข้าเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกได้ แบบสบายๆ เหมือนไม่ได้ถูกบล็อก

proxy สามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆได้แก่
1.Transparent proxy คือ proxy ที่ไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งปรับแต่งใด ๆ บนเครื่อง client มันจะทำงานโดยอัตโนมัติโดยการส่งทุกค่าผ่านทาง port 80 ไปยัง proxy
2.Anonymous Proxy จะไม่ส่งค่าต่าง ๆ ที่เป็นการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ไปยัง server ทำให้ server จะไม่สามารถมองเห็น IP Address ที่แท้จริงของคุณ
3.Highly Anonymous Proxy จะไม่ส่งค่าต่าง ๆ ที่เป็นการยืนยันตัวตนของ proxy และของผู้ใช้ไปยัง server ทำให้ server จะไม่สามารถมองเห็น IP address ที่แท้จริงของคุณ และไม่รู้แม้ว่าคุณกำลังใช้ proxy อยู่
4.Public Proxy สาธารณะที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

ประโยชน์ของ proxy
1.สามารถเรียกดูข้อมูลจาก Web Site ต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น และช่วยประหยัดเวลาในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ก็เพราะ Proxy Server ก็จะสามารถใช้ข้อมูลที่เก็บไว้จากการร้องขอของผู้ใช้รายแรกมาส่งให้แก่ผู้ ใช้รายอื่น ๆ ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องทำการร้องขอไปยัง Web server อีกครั้ง ทำให้สามารถประหยัดได้ทั้งเวลา และ Bandwidth ของเครือข่าย 
2.การใช้ proxy มีประโยชน์ด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ เช่น ช่วยปิดบัง IP Address ของผุ้ใช้
3.proxy มีคุณสมบัติในด้านการจำกัดสิทธิที่จะเข้าถึงเว็บไซต์บางแห่งที่มีเนื้อหาไม่สมควรเข้าชม และสามารถจำกัด User ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต


ข้อมูลอ้างอิง
http://ccs.sut.ac.th
http://www.modify.in.th
http://websitemonster.exteen.com

DSL คืออะไร

DSL คืออะไร


               DSL ย่อมาจาก Digital Subscriber Line คือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงผ่านสายโทรศัพท์ โดยการสื่อสารนี้จะใช้ย่านความถี่ที่ไม่มีการใช้งานในระบบโทรศัพท์ ซึ่งทำให้เราสามารถเล่น Internet พร้อมกับพูดคุยโทรศัพท์ได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ระบบ DSL เป็นระบบที่ Online 24 ชั่วโมง ซึ่งเราไม่จำเป็นต้อง Dial-up เหมือนกับโมเด็มทั่ว ๆ ไป เป็นระบบที่มีคุณสมบัติในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

    เทคโนโลยี DSL มีหลายเทคโนโลยี 
    ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) 
    HDSL (High-bit-rate Digital Subscriber Line) 
    RADSL (Rate Adaptive Asymmetric Digital Subscriber Line) 
    SDSL (Symmetric Digital Subscriber Line) 
    VDSL (Very high-bit-rate Digital Subscriber Line) 

    หน้าที่ของ  DSL
                ระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมติดต่อกับที่อยู่อาศัยหรือธุรกิจขนาด เล็ก ด้วยสายโทรศัพท์ที่เรียกว่า Twisted pair โดยระบบโทรศัพท์แบบนี้เป็นการสับและส่งสัญญาณแบบอะนาล็อก อุปกรณ์นำเข้าสัญญาณจะแปลงเสียงเป็นกระแสไฟฟ้าด้วย amplitude และความถี่เพื่อส่งไปยังปลายทาง ในการรับสัญญาณจะแปลงสัญญาณแบบอะนาล็อก ให้เป็นเสียง ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์มี modem ในการแปลงสัญญาณ อะนาล็อก ให้เป็นค่า 0 และ 1 จึงเรียกว่า ระบบดิจิตอล
               จากการส่งสัญญาณอะนาล็อก โดยผ่านสายทองแดงแบบ Twisted pair สามารถใช้กับโมเด็มขนาด 56 Kbps ทำให้ ความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกจำกัด ด้วยระบบสายโทรศัพท์ดังกล่าว
               Digital Subscriber Line (DSL) เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ ข้อมูลไม่ต้องเปลี่ยนเป็นสัญญาณอะนาล็อก โดยให้ข้อมูลแบบดิจิตอลแล้วส่งผ่านไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง และยินยอมให้ส่งไปยังผู้ใช้สามารถใช้  ขนาด bandwidth ที่กว้าง ในขณะที่มีการแบ่ง bandwidth บางส่วนสำหรับการส่งสัญญาณ อะนาล็อก เพื่อที่จะทำให้สามารถใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ในสายเดียวกัน

               ADSL คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานอินเตอร์เน็ตตามบ้าน และองค์กรขนาดย่อม ซึ่งเป็นที่นิยมใช้งานมากที่สุด เนื่องมาจากคุณภาพและราคาที่ค่อนข้างเหมาะสมกับความต้องการ อีกทั้งการเชื่อมต่อแบบ DSL ไม่มีจุดอ่อนต่อการถูกดักจับ Packet เหมือนกับการใช้งานเคเบิลโมเด็ม
     
ตัวอย่างการประยุกต์เทคโนโลยี DSL ไปใช้งาน
1.Broadcast Audio & TV
ดูรายการถ่ายทอดสดผ่าน TV, คอมพิวเตอร์
2.Distance Learning
การเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เน็ต แบบ Interactive
3.Interactive Network
เล่นเกมส์ online
4.Online Shopping
Shopping แบบ online
5.VDO Conference
การประชุมทางไกล การอบรมทางไกล
6.Video & Music on Demand
ดูหนัง ฟังเพลงแบบ online สามารถเลือกได้ตามใจคุณ
7.VPN : Virtual Private Network  
การรับส่ง ติดต่อข้อมูลระหว่างสาขา


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.com5dow.com
http://www.yt.ac.th
http://www.thaiall.com
http://www.tteen.net

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ขนาดของคอมพิวเตอร์

          การแบ่งคอมพิวเตอร์ ออกตามขนาดนั้น ไม่ได้แบ่งว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก แต่จะแบ่งจากขนาดของหน่วยความจำและอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับและแสดงข้อมูล ดังนั้นการที่จะเลือกคอมพิวเตอร์ขนาดใดมาใช้งานนั้น จะต้องคำนึ่งถึงงานด้วยว่า มีความซับซ้อน ยุ่งยาก ต้องใช้หน่วยความจำในการเก็บข้อมูลมากหรือไม่ ถ้าเรามีการเลือกขนาดคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานแล้ว งานที่ได้ก็จะมีประสิทธิภาพสูงและได้ผลรวดเร็ว ถูกต้อง ขนาดของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ขนาดดังนี้
  • ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสามารถประมวลผลได้เร็วที่สุด ซึ่งส่วนมากแล้วจะผลิตมาใช้กับงานเฉพาะด้านเท่านั้น เช่น งานทางวิทยาศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อน และต้องมีการคำนวณมาก งานออกแบบเครื่องบิน งานวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดนี้จะมีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก ดังนั้นจึงมีใช้ไม่แพร่หลายมากนัก Sorry, your browser doesn't support Java(tm).
รูปที่ 1 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
  • เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Miainframe Computer) เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเร็วในการทำงานและมีหน่วยความจำสูงมาก เหมาะกับหน่วยงานขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร Sorry, your browser doesn't support Java(tm).
รูปที่ 2 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Miainframe Computer)
  • มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดรองลงมา มีขนาดหน่วยความจำน้อยกว่า 2 แบบแรก แต่ก็มีความรวดเร็วในการประมวลผลสูง มักจะใช้กับงานที่มีข้อมูลไม่มาก เช่น การควบคุมอุปกรณ์ในการทดลอง การควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน เป็นต้น Sorry, your browser doesn't support Java(tm).
รูปที่ 3 มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer)
  • ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็มีประสิทธิภาพสูง ปัจจุบันเป็นเครื่องที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา ราคาไม่แพง สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายและสะดวก บางรุ่นมีลักษณะเป็นกระเป๋าหิ้วหรอืที่เรียกว่า Note Book สามารถพกพาได้ สำหรับงานที่จะใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนมากแล้วจะเป็นงานไม่ใหญ่มาก เช่น งานในสำนักงานทั่วไป งานเก็บข้อมูลต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาออกแบบหลายแบบหลายรุ่น เพื่อให้ผู้ใช้เลือกซื้อได้และมีการพัฒนารุ่นต่าง ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา Sorry, your browser doesn't support Java(tm).
รูปที่ 4 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ


ประสิทธิภาพ (Efficiency)
  1. ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการ จัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล (access) เหล่านั้นมีความรวดเร็วด้วย
  2. ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึ่งมีปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก
  3. ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่วโลกภายในเวลาที่รวด เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย กัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสามารถส่งได้ทันที
  4. ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหากระบบสารสนเทศนั้นออกแบบ เพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลายทั้ง หมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น
ประสิทธิผล (Effectiveness)
  1. ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้
  2. ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วย ทำให้องค์การทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความ เชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรที่มีอยู่
  3. ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้ การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ตรงกับ ความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย
  4. ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
  5. คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working Life)

องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์


ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ฐานข้อมูล (database) เครือข่าย (network) กระบวนการ (procedure) และคน (people)
องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และ ผลิต เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ
ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
ฐานข้อมูล (Database) คือ การจัดระบบของแฟ้มข้อมูล ซึ่งเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน
เครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร
กระบวนการ (Procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการ และกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบสารสนเทศ
คน (People) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้ระบบ

ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)

          ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมการดำเนินงาน

ลักษณะสารสนเทศที่ดี


ลักษณะสารสนเทศที่ดี



เนื้อหา (Content)
  1. ความสมบูรณ์ครอบคลุม (completeness)
  2. ความสัมพันธ์กับเรื่อง (relevance)
  3. ความถูกต้อง (accuracy)
  4. ความเชื่อถือได้ (reliability)
  5. การตรวจสอบได้ (verifiability)
รูปแบบ (Format)
  1. ชัดเจน (clarity)
  2. ระดับรายละเอียด (level of detail)
  3. รูปแบบการนำเสนอ (presentation)
  4. สื่อการนำเสนอ (media)
  5. ความยืดหยุ่น (flexibility)
  6. ประหยัด (economy) เวลา (Time)
  7. ความรวดเร็วและทันใช้ (timely)
  8. การปรับปรุงให้ทันสมัย (up-to-date)
  9. มีระยะเวลา (time period)
กระบวนการ (Process)
  1. ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
  2. การมีส่วนร่วม (participation)
  3. การเชื่อมโยง (connectivity)

ความหมายของสารสนเทศ

สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้

ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ

          ระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการ จุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)



          ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

         ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิต สามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยี ทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลก ติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

บล็อกที่เกี่ยวข้อง